ยินดีต้อนรับสู่

“ มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ”

แจ้ง/ส่งหลักฐานการโอนเงินร่วมบริจาคสมทบการอบรมได้ที่
E-mail : info@vipassanacm.com
Facebook : www.facebook.com/vipassanacm/messages



เรื่องเล่าจากอาจารย์... ( ธรรมชาติกับธรรมะ )

วันคืนหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวาระของธรรมชาติ 
ฤดูหนาวกำลังจะผ่านไป และฤดูร้อนพร้อมที่จะเข้ามา
 
                        เป็นกฎแห่งธรรมที่ทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ต้องตกอยู่ในกระแสของธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ตาม ธรรมชาติย่อมเป็นไปอย่างนี้ 
     
                  แม้จะชอบใจฤดูหนาวมากเพียงใดก็ตาม พอถึงคราวฤดูหนาวก็ย่อมจากไปเป็นธรรมดา และแม้ว่าจะรังเกียจฤดูร้อนมากมายเท่าใดก็ตาม พอถึงคราว ฤดูร้อนก็จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างแน่นอน คนที่ไม่ล่วงรู้เท่าทันในกฎของธรรมชาติ ก็จะเป็นทุกข์ เพราะยึดติดอยู่ในความชอบใจและไม่ชอบใจของตนเป็นสรณะ
                 
ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าว ก็เพราะว่าผมเองนั้นเคยชอบใจและยึดติดในสิ่งต่างที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอากาศที่เย็นสบาย การแต่งกายที่ต้องแปรเปลี่ยนไป อาหารการกิน ผลไม้     งานเทศกาล ล้วนแต่อยู่ในช่วงของฤดูหนาวทั้งสิ้น ดังนั้นช่วงฤดูหนาวจึงเป็นช่วงเวลาโปรดที่สุดของผม 



               

               เหมือนจิตรกรชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ Andrew Wyeth ที่เขียนรูปที่ชื่อ “Spring” ที่ผมเอามาลงให้ดู ดูแล้วบางท่านอาจแปลกใจว่าชื่อภาพว่า ฤดูใบไม้ผลิ
               
แต่ในภาพเห็นเป็นรูปชายชรานอนหงายอยู่ในกองหิมะสีขาวหย่อมหนึ่ง ในทุ่งหญ้าที่ดูเหมือนเป็นเนินเขาริมทะเล
               
เห็นครั้งแรก บางคนอาจคิดว่าชายคนนี้ตายแล้ว เพราะดูสภาพร่างกายขาวซีด แต่ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าใบหน้ายังมีสีเลือดฝาดโดยเฉพาะที่โหนกแก ้ม จึงรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่

               
แต่มีปัญหาผุดขึ้นมาถามว่า เขามาทำอะไรอยู่ที่นี้?

               
หากยังไม่เข้าใจ ลองหันมองกลับไปดูรายละเอียดของภาพอีกครั้ง จะเห็นว่าสภาพทุ่งหญ้าที่เขานอนอยู่นี้ ไม่ใช่สถานที่เปลี่ยว เพราะเห็นมีรอยทางรถบรรทุกผ่านไปเป็นร่องลึกเห็นได้ชัดเจนทั้งส องรอย แสดงว่ามีคนผ่านไปมาอยู่เสมอ...แต่ชายชราผู้นี้มานอนอยู่ที่นี่ ทำไม?และเพื่ออะไร?

               
คำเฉลยก็คือ... คุณเคยรู้จักคนอย่างนี้ไหม                       

                   คนที่หลงใหลในฤดูกาลเหมือนอย่างที่ผมเกริ่นครั้งแรก เมื่อคราฤดูหนาวจะจากไป ในช่วงรอยต่อของฤดูกาลใหม่จะเข้ามา ชายชราคนนี้อยากจะเก็บอารมณ์และความรู้สึกที่จะสัมผัสถึงวินาที สุดท้ายของฤดูหนาวที่จะลาจากไป 
          
เขาตัดสินใจถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด แล้วทรุดตัวลงนอนหงายในกองหิมะกองสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่เบื้องหน้า กอบเอาหิมะมาปกคลุมร่างกายให้มากเท่าที่จะทำได้ แล้วนอนนิ่ง เฉย วางจิตใจให้สงบและรอคอย 
               
เขาเป็นบ้าไปหรือปล่าว?                       

                   ตรงกันข้าม ผมว่าเขารู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่  มีสติและสัมปชัญญะสมบูรณ์พรั่งพร้อม 
              
เขานอนเพื่อสัมผัสและรับรู้ในทุกๆช่วงเวลาแห่งอณูของฤดูกาล...เหมันตฤดู ความเยือกเย็นหนาวของหิมะกองสุดท้ายบนร่างของเขา ที่กำลังละลายไปอย่างช้าๆ ด้วยอำนาจของความอบอุ่นแห่งฤดูร้อนที่กำลังคืบคลานเข้ามา
               
เขานอนอยู่ตรงนั้น อย่างนิ่งสงบ คอยรับรู้อย่างลึกซึ้งทุกช่วงเวลาของฤดูหนาวที่จะอำลาจากไปผ่านทุกส่วนประสาทรับรู้ และรับรู้ช่วงรอยต่อของฤดูร้อนและฤดูหนาวที่มาบรรจบกัน
                     สิ่งหนึ่งกำลังจากไป อีกสิ่งหนึ่งกำลังเข้ามา...ในขณะเดียวกัน 


              
  ฟังดูลึกซึ้งและโรแมนติกไหมครับ?

               
เช่นเดียวกันที่เรากำลังผ่านช่วงเวลาแห่งความสุข เช่น งานเฉลิมฉลองในงานเทศกาลต่างๆที่มีมากมายในช่วงฤดูกาลที่เพิ่งผ ่านไป แต่ในขณะเดียวกันภารกิจและงานต่างๆของชีวิตกำลังพรั่งพรูเข้ามา บางคนแทบไม่อยากลุกขึ้นมาจากที่นอนในเช้าของวันใหม่ เช่นในช่วงเช้าวันจันทร์
               
แถมก่อนจะลุกยังนอนอิดออด หวนนึกถึงเย็นวันศุกร์
               
จะนอนฝันต่ออีกสักหน่อย...หน้ายักษ์ของใครบางคนกลับโผล่ขึ้นมา
               
ต้องรีบลุกตาลีตาเหลือก ไปทำงาน 

              
ดูรูปของ Wyeth แล้ว รู้สึกว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้น ที่จะเรียนรู้และรับสัมผัสในความเป็นจริงของธรรมชาติ โดยไม่สนใจว่าโลกภายนอกจะหมุนไปอย่างไร 
              
เพราะโลกแห่งการรับรู้ภายในกำลังหมุนอยู่ 
             
ผมนำรูปนี้มาให้ดู มิใช่ตั้งใจมาสอนวิชาสุนทรียศาสตร์ แต่มาเปรียบเทียบกับการปฏิบัติธรรม คือการเจริญสติ 
              
ลองหมุนภาพนี้กลับเป็นตัวเรานอนกำหนดอยู่ 
              
สิ่งที่เรากำลังรับและรู้อยู่คือ อารมณ์ที่เข้าสัมผัสกับจิต 
              
ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางกายทวาร ที่กระทบกับหิมะ กระทบกับความเย็น ความชุ่มชื้น ความลื่นไหลของหิมะที่แปรสภาพจากของแข็งเป็นของเหลวบนร่างกาย 
              
เป็นท่านจะกำหนดรู้อย่างไร

              
ส่วนเวทนานั้น แรกๆคงเป็นทุกขเวทนา ที่เกิดจากความความเยือกเย็นของวัตถุที่กายสัมผัสอยู่ ใหม่ๆคงเยือกเย็นจนหนาวเหน็บ เย็นจนกระทั่งความเย็นนั้นแปรสภาพเป็นความเจ็บปวด ชา หนัก เป็นความเจ็บปวดที่กล้ามเนื้อหดตัวเกร็งแข็ง                        

                    จนร่างกายบางส่วนต้องสั่นกระเพื่อมอย่างควบคุมไม่ได้ ปากเริ่มสั่น หูเริ่มชา กล้ามเนื้อที่แก้มก้น หลัง ศอก ส้นเท้า สั่นระริก เกร็ง กระตุก เต้นไปหมดทั่วร่าง แต่ละอวัยวะของร่างกายเริ่มชาขึ้นมาทีละน้อย ละน้อย จนดูเหมือนจะคล้ายมีไฟกองเล็กๆค่อยๆไหม้ลุกลามไปทุกส่วนของร่างกาย 
                ความทุกขเวทนานั้นเกือบพุ่งขึ้นมาเกินขีดของกายและใจที่จะทนได้ 
               
พลัน ความรู้สึกหนึ่ง ก็เกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาใหม่ท่ามกลางความรู้สึกทั้งมวลที่กล่าวมานั้น เป็นความรู้สึกที่สบาย เบา อุ่นแทรกขึ้นมาให้พอรับรู้ได้ 

                 ความหยุ่นนิ่มเข้ามาแทนที่ความเยือกแข็ง กลายเป็นความคลาย เบาสบาย
               
ความอบอุ่นนั้น ขยายตัวมากขึ้น มากขึ้นจากส่วนหนึ่งของร่างกาย ไปหาอีกส่วนหนึ่งของร่างกาย ปากที่สั่นระริก กลับอุ่นมีอากาศอุ่นๆไหลมาเต็มช่องปากและพรั่งพรูลงเข้าไปในปอด ทำให้ต้องเปิดปากอ้ากว้างขึ้นมาอีก 
                
  ทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น กล้ามเนื้อที่ทรวงอกขยายตัวได้มากยิ่งขึ้น 
                 
ลมวิ่งเข้าไปสู่ปอดได้มากยิ่งขึ้น กลายเป็นพลังความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วกาย 
                 
ที่จริง สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นพลังของเตโชธาตุ ที่มีทั้งความเยือกเย็นและความร้อนที่อยู่ในร่างกาย สิ่งที่เรารับและรู้นั้นแปรเปลี่ยนไปทั้งๆที่มาจากธาตุตัวเดียวกัน 


                 
ธาตุไฟมีคุณสมบัติสองด้าน คือร้อนและเย็น
               
   เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน
               
   ความร้อน ความเย็น
               
   ความอยากได้ ความไม่อยากได้
               
   ความทุกข์ ความสุข
               
   ความดีงาม และความชั่วร้าย
                  
จะรู้อะไร ขึ้นอยู่กับด้านไหนของเหรียญที่เรารับและรู้อยู่ 

              
หากยังรับและรู้เพียงด้านเดียว

                       โปรดบอกตัวเองว่า ความเข้าใจก็มีเพียงครึ่ง 
                
  ปัญญาก็มีเพียงครึ่ง...
 
                 
ส่วนอีกครึ่งที่เหลืออยู่คือโมหะ...
                             

                       ที่ยึดติดในความ(หลงว่า)รู้และความเข้าใจนั้น...เรารู้แล้ว

                
เอ๊ะ! วันนี้อาจารย์พิชัยมาแปลกๆ เขียนไปเขียนมาทำท่าจะเข้าถึงโลกุตรมรรคเอา 
                       เลยขอยุติไว้เพียงเท่านี้